ขวัญข้าวแม่เอย ขวัญข้าวแม่เอย ขอเชยขอชม แม่เอวกลม ละองค์อ้อนแอ้น ใบคือแขน ค่อยโบกค่อยไหว น้ำใสใส คือน้ำสระสรง สะโอดสะอง สะอางแม่ข้าว ฝนพราวพราว คือเพชรคือพลอย รวงสายสร้อย รับท้องสาวสวย แม่สำรวย สำเริงลมฝน เขียวหมอกหม่น แม่ข้าวแต่งตัว ขาวหมอกมัว แม่ข้าวตั้งท้อง เหลืองเป็นทอง เต็มทุ่งเต็มท่า รวงระย้า เป็นสร้อยเป็นสาย เคียวขอฉาย ชักชวนแม่ข้าว หมอกฟ้าหนาว ท้องทุ่งท้องนา มาเถิดมา แม่มาอยู่ลาน บายศรีสู่พาน ขวัญข้าวแม่เอย่
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ หนังสือขวัญข้าว
ลงแขก ฝนแรกมาถึงคราวสันตะ ชาวนากะเกณฑ์พลคนปลูกข้าว เอาแรงงานท้องถิ่นเพื่อนบ้านเรา แบบเก่าเก่าดั้งเดิมวิถีไทย ไม่ต้องใช้เงินตรามาซื้อเพื่อน มีดาษเดื่อนมากมายมิตรสหาย ถึงคราวพึ่งมึงกูมีน้ำใจ อาศัยใช้อาศัยกันด้วยใจจริง นานี้มีมิตรภาพมาปักดำ ความทรงจำบำรุงอย่างดียิ่ง ถึงหน้าเกี่ยวเกี่ยวเถอะนะมายอดหญิง อย่าได้ทิ้งเคียวข้าวเพลงท้องนา จากดำนาหน้านี้มาเกี่ยวข้าว ก็พวกเรามาพบกันอีกหน้า มิตรภาพสีสันแห่งท้องนา ร่วมรักษาวิถีลงแขกไทย ประพันธ์ : ภันเต
ลงแขก ฝนแรกมาถึงคราวสันตะ ชาวนากะเกณฑ์พลคนปลูกข้าว เอาแรงงานท้องถิ่นเพื่อนบ้านเรา แบบเก่าเก่าดั้งเดิมวิถีไทย ไม่ต้องใช้เงินตรามาซื้อเพื่อน มีดาษเดื่อนมากมายมิตรสหาย ถึงคราวพึ่งมึงกูมีน้ำใจ อาศัยใช้อาศัยกันด้วยใจจริง นานี้มีมิตรภาพมาปักดำ ความทรงจำบำรุงอย่างดียิ่ง ถึงหน้าเกี่ยวเกี่ยวเถอะนะมายอดหญิง อย่าได้ทิ้งเคียวข้าวเพลงท้องนา จากดำนาหน้านี้มาเกี่ยวข้าว ก็พวกเรามาพบกันอีกหน้า มิตรภาพสีสันแห่งท้องนา ร่วมรักษาวิถีลงแขกไทย
ประพันธ์ : ภันเต
ข้าวเหม่า แม่เดินทางออกจากบ้านแต่เช้าตรู่.. เดินทางไปกับน้าข้างบ้าน.... ไปไร่...ไปเก็บข้าวที่เราเคยลงแรงหยอดพืชพันธุ์เมล็ดข้าว ใส่หลุมเล็กๆทั่วบริเวณกว้างอาณาเขตไร่....... บัดนี้เมล็ดข้าวนั้นงอกงามออกเป็นผลิผลเรียวรวง ข้าวเปลือก อุดมไปด้วยความสมบูรณ์..... รวงไหวเอน สบัดช่อพริ้ว ไหวทั่วทุ่งไร่.... สายๆหน่อยยาย มุ่งสู่ทุ่งนาหน้าบ้านเก็บข้าวเหนียวที่ล้มเรียงราย บนคันนา ระเกะระกะ รุงรังไม่เป็นระเบียบ............ ทุ่งนาที่เราช่วยไถ,คราด,หว่าน,ดำ, ข้าวกล้า บัดนี้ก็กลายเป็นรวงข้าว ล้อลม โบกพริ้วช่อสะบัด ไหวเอน อ่อนไหว ยามล้อลมพัดโบก ทั่วท้องทุ่งนา......... ยายและแม่ คลี่ข้าวเปลือกที่ยังไม่แก่เต็มที่ออกจากกระสอบ ซึ่งเพิ่งเก็บมาได้........... ช่วยกันนวดข้าวด้วยฝ่าเท้า ซ้ายขวา ให้ร่วงออกจากเลียง ส่วนเมล็ดข้าวอ่อนๆที่ยังติดอยู่กับฟางข้าว.......... ยายและแม่เอาปลายข้าวที่เหลือ......... ขูดกับไม้ไผ่เล็กๆจนเหลือเพียงเศษฟาง ซังข้าวที่ไม่ต้องการ ฉันผ่าเฉียงฟืนจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นเชื้อเพลิง แม่ ตั้งกระทะ บนก้อนหินกรวด เป็นสามเส้า....... จุดไฟขี้ยางและวางเรียงฟืนลุกไหม้............ ฉันช่วยกลิ้งเคลื่อนย้าย ครก และ สากตำข้าว.. ยายคั่วเมล็ดข้าวเปลือกที่ได้จากการนวดและขูดตั้งไฟจนเกรียม ส่งให้แม่เทไว้ในครก เอาสากมาตำเมล็ดข้าวที่ได้ผ่านความร้อน พลางกระดกไม้ไผ่อันเล็กๆ เพื่อให้คละจนทั่ว...ตำจนแบนลีบ... ใส่ไว้ในเฌอ.....เอาข้าวเม่าที่ได้ไปฝัดกับกระด้ง........ เพื่อไล่เปลือกข้าว แกลบ และเศษอื่นๆที่ไม่ต้องการ........... ที่ สุดก็กลายเป็น ข้าวเม่า เพื่อนำไปกิน...... นี่แหละอาหารการกินของชาวไร่ ชาวนาชนิดหนึ่งที่ได้ จากการลงแรงและผลผลิต ประพันธ์ : ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ข้าวเหม่า แม่เดินทางออกจากบ้านแต่เช้าตรู่.. เดินทางไปกับน้าข้างบ้าน.... ไปไร่...ไปเก็บข้าวที่เราเคยลงแรงหยอดพืชพันธุ์เมล็ดข้าว ใส่หลุมเล็กๆทั่วบริเวณกว้างอาณาเขตไร่....... บัดนี้เมล็ดข้าวนั้นงอกงามออกเป็นผลิผลเรียวรวง ข้าวเปลือก อุดมไปด้วยความสมบูรณ์..... รวงไหวเอน สบัดช่อพริ้ว ไหวทั่วทุ่งไร่.... สายๆหน่อยยาย มุ่งสู่ทุ่งนาหน้าบ้านเก็บข้าวเหนียวที่ล้มเรียงราย บนคันนา ระเกะระกะ รุงรังไม่เป็นระเบียบ............ ทุ่งนาที่เราช่วยไถ,คราด,หว่าน,ดำ, ข้าวกล้า บัดนี้ก็กลายเป็นรวงข้าว ล้อลม โบกพริ้วช่อสะบัด ไหวเอน อ่อนไหว ยามล้อลมพัดโบก ทั่วท้องทุ่งนา......... ยายและแม่ คลี่ข้าวเปลือกที่ยังไม่แก่เต็มที่ออกจากกระสอบ ซึ่งเพิ่งเก็บมาได้........... ช่วยกันนวดข้าวด้วยฝ่าเท้า ซ้ายขวา ให้ร่วงออกจากเลียง ส่วนเมล็ดข้าวอ่อนๆที่ยังติดอยู่กับฟางข้าว.......... ยายและแม่เอาปลายข้าวที่เหลือ......... ขูดกับไม้ไผ่เล็กๆจนเหลือเพียงเศษฟาง ซังข้าวที่ไม่ต้องการ ฉันผ่าเฉียงฟืนจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นเชื้อเพลิง แม่ ตั้งกระทะ บนก้อนหินกรวด เป็นสามเส้า....... จุดไฟขี้ยางและวางเรียงฟืนลุกไหม้............ ฉันช่วยกลิ้งเคลื่อนย้าย ครก และ สากตำข้าว.. ยายคั่วเมล็ดข้าวเปลือกที่ได้จากการนวดและขูดตั้งไฟจนเกรียม ส่งให้แม่เทไว้ในครก เอาสากมาตำเมล็ดข้าวที่ได้ผ่านความร้อน พลางกระดกไม้ไผ่อันเล็กๆ เพื่อให้คละจนทั่ว...ตำจนแบนลีบ... ใส่ไว้ในเฌอ.....เอาข้าวเม่าที่ได้ไปฝัดกับกระด้ง........ เพื่อไล่เปลือกข้าว แกลบ และเศษอื่นๆที่ไม่ต้องการ........... ที่ สุดก็กลายเป็น ข้าวเม่า เพื่อนำไปกิน...... นี่แหละอาหารการกินของชาวไร่ ชาวนาชนิดหนึ่งที่ได้ จากการลงแรงและผลผลิต
ประพันธ์ : ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ระบำนา อลังการงานสร้างกลางท้องทุ่ง แสงเรืองรุ่งฉาบฉายระบายสี ทั้งทุ่งทองทาทาบอาบรวี เขียวขจีสุมทุมพุ่มพฤกษ์ไพร ภูเขาเขินเนินทอดยอดสล้าง เสียดฟ้ากว้างโดดเด่นเห็นไกลใกล้ เป็นแนวแหว่งแบ่งหล้าพนาลัย บอกโดยนัยเขตคั่นกั้นฟ้าดิน เบื้องบนนกผกผินบินอากาศ เบื้องล่างวาดธารใสไม่สุดสิ้น ปลาใหญ่น้อยลอยร่าเที่ยวหากิน รื่นระรินระรี้ริกพลิกหงายตัว แว่วกระดึงกึงก้องมาก่องแก่ง กรุ๋งกริ๋งแกร๋งผ่านหมอกออกสลัว ลูกหลานนาหน้าอ่อนต่างต้อนวัว บ้างเย้ายั่วหยอกกันลั่นทางเดิน สะเดาดอกออกหอมล้อมแนวป่า บนกิ่งหว้านกเกาะลืมเหาะเหิน เข้าจิกกินลูกสุกสนุกเพลิน ร้องชวนเชิญพวกกันสนั่นไป เสียงใบตาลต่องแต่งแกว่งลมต้อง ลูกสุกกองร่วงหล่นบนลานใหญ่ ทั้งฝูงวัวแวะกินฝ่าริ้นไร เคล้ากระไอดินชื้นคืนหมอกพรม น้ำค้างพราววาววับจับยอดหญ้า พอแดดกล้าต้องตามดูงามสม ดั่งกลุ่มแก้วก่องเก็จเกาะเม็ดกลม เมื่อแดดลมเริ่มแรงก็แห้งไป ทิวข้าวน้อมค้อมรวงด้วยถ่วงหนัก ไกวกรกวักชาวนาให้มาใกล้ แม่โพสพรำร่ายสบายใจ แลไสวเรืองรุ่งทั้งทุ่งทอง หมู่เมฆขาวพราวกั้นราวชั้นม่าน วิหคผ่านพุ่มพฤกษ์กู่กึกก้อง มาเกาะกล้วยก้านแก่เที่ยวแลมอง เข้าจิกจ้องเครืองามอร่ามตา อลังการงานสร้างกลางทุ่งข้าว ทั้งหนุ่มสาวห้อมล้อมกันพร้อมหน้า ร้องฮาเฮเห่ลั่นบนคันนา ก่อนรำร่าควงเคียวเข้าเกี่ยวรวง
ประพันธ์ : แมวคราว
นา ฝนตั้งเค้าครึ้มครั้งเข้าพรรษา น้ำเนืองนองในนาเข้าหน้าฝน ทางเดินข้างคันคูร้างผู้คน ยางยืนต้นแกว่งไกวใบสะบัด ลูกยางเคว้งคว้างควงร่วงละลิ่ว ปลิดปลายปลิวเป็นสายพรายลมพัด พอตกต้องละอองชื้นพื้นสัมผัส จะแย้มยอดยืนหยัดเป็นต้นยาง พลันฝนพรูพร่างผ่านใบมะพร้าว กรูกราวสาดส่ายในนากว้าง พรรณพืชมืดมิดทุกทิศทาง รอแสงสว่างเพียงอย่างเดียว จนแสงส่องสุดสายปลายนาข้าว ฝอยฝนขาวฝากฝนโคนข้าวเขียว พราวสะพรั่งระลอกลมล้อรวงเรียว คอยคันเคียวเกี่ยวก่อนจะรอนโรย
ประพันธ์ : ฤทธิ์ ศรีดวง
ข้าว ... คอยฝน พลิ้วลมลู่กู่รวงข้าวพราวไสว เสียงสอดใบทำนองคล้องเสียดสี ต่อแตนไรไกล่เกลี่ยเรี่ยขจี ลานดนตรีแห่งท้องนาสรารมย์ หลายวันแล้วท้องนามิคลาคล่ำ ฟ้าหยุดพร่ำน้ำตาหลั่งถาถม จากวันเดือนสู่เลือนปีกี่ทุกข์ตรม"ข้าวคอยฝน"พร่างพรมชโลมรวง "ดั่งข้าวคอยฝน"คนคอยนางราร้างหาย ย่ำเหยียบกรายถิ่นเนาเคล้ากลิ่นสรวง ทุ่งท้องนาไร้เงาเจ้าแดดวง เสียงระทรวงแทนท่วงทำนองใบ หากชะตาฟ้าสงสาร"ข้าวคอยฝน" กระเซ็นบนท้องทุ่งคลุ้งไสล หวังน้องนางคืนพร้อมอ้อมฝนไกล รับขวัญใหม่..ประดับทุ่งคุ้งสีทอง ประพันธ์ : กะลาสีเบจ
ข้าว ... คอยฝน พลิ้วลมลู่กู่รวงข้าวพราวไสว เสียงสอดใบทำนองคล้องเสียดสี ต่อแตนไรไกล่เกลี่ยเรี่ยขจี ลานดนตรีแห่งท้องนาสรารมย์ หลายวันแล้วท้องนามิคลาคล่ำ ฟ้าหยุดพร่ำน้ำตาหลั่งถาถม จากวันเดือนสู่เลือนปีกี่ทุกข์ตรม"ข้าวคอยฝน"พร่างพรมชโลมรวง "ดั่งข้าวคอยฝน"คนคอยนางราร้างหาย ย่ำเหยียบกรายถิ่นเนาเคล้ากลิ่นสรวง ทุ่งท้องนาไร้เงาเจ้าแดดวง เสียงระทรวงแทนท่วงทำนองใบ หากชะตาฟ้าสงสาร"ข้าวคอยฝน" กระเซ็นบนท้องทุ่งคลุ้งไสล หวังน้องนางคืนพร้อมอ้อมฝนไกล รับขวัญใหม่..ประดับทุ่งคุ้งสีทอง
ประพันธ์ : กะลาสีเบจ
ทุ่งรวงทอง ใบเรียวของเคียวข้าว รวงแตกพราวยามหนาวพร่าง ริกริกละเลียดราง แรมเดือนร้างยามสางพราย ระรองกันลองชื่น แลดาษดื่น ณ ยามสาย เหลืองแพแลริ้วราย ระเรียงชายพระพายพัด ริ้วคลื่นรื่นภิรมย์ ดั่งเชยชมลมระบัด ต้นพลิ้วปลิวสะพัด ฝนสาดซัดขัดเกลาใบ รวงข้าวจะเงยงาม ในนิยามความยิ่งใหญ่ ข้าวของผืนดินไทย ผลิตให้เราได้กิน
ประพันธ์ : ช่ออักษราลี
เกี่ยวเถอนะ .. แม่เกี่ยว ผิวผิวลิ่วปลิวลมลู่ยอดข้าว สั่นส่ายรวงยาวยาวพลิ้วไหวไหว นี่กอนั่นอีกกอล้อเล่นไป ก่อเกิดคลื่นไสวข้าวรวงทอง หนุ่มสาวเชิญมาสาวก้าวเกี่ยว เคียวเดียวหรือจะสู้เคียวสอง มากเคียวเดี๋ยวก็เกี่ยวมากกอง ร่วมแรงเกี่ยวปรองดองคล้องเคียว แก้วตาอย่ามัวเพลินเกี่ยวข้าวนัก หยุดเคียวเอ่ยสักทักพักสักเดี๋ยว นี่เกี่ยวเกี่ยวกำเกี่ยวไม่พักเชียว พี่กริ่งเกรงว่าเคียวจะเกี่ยวเอา พี่ยามีกอปี่ปี่ตอฟาง เป่าคลอเคล้าน้องนางกลางแดดเผา ปิ๊ดปี่ปิ๊ดปี่ปี่ ครางเบาเบา กล่อมนางน้องนงเยาว์ให้ใจเย็น ประพันธ์ : ประภัสสุทธ
เกี่ยวเถอนะ .. แม่เกี่ยว ผิวผิวลิ่วปลิวลมลู่ยอดข้าว สั่นส่ายรวงยาวยาวพลิ้วไหวไหว นี่กอนั่นอีกกอล้อเล่นไป ก่อเกิดคลื่นไสวข้าวรวงทอง หนุ่มสาวเชิญมาสาวก้าวเกี่ยว เคียวเดียวหรือจะสู้เคียวสอง มากเคียวเดี๋ยวก็เกี่ยวมากกอง ร่วมแรงเกี่ยวปรองดองคล้องเคียว แก้วตาอย่ามัวเพลินเกี่ยวข้าวนัก หยุดเคียวเอ่ยสักทักพักสักเดี๋ยว นี่เกี่ยวเกี่ยวกำเกี่ยวไม่พักเชียว พี่กริ่งเกรงว่าเคียวจะเกี่ยวเอา พี่ยามีกอปี่ปี่ตอฟาง เป่าคลอเคล้าน้องนางกลางแดดเผา ปิ๊ดปี่ปิ๊ดปี่ปี่ ครางเบาเบา กล่อมนางน้องนงเยาว์ให้ใจเย็น
ประพันธ์ : ประภัสสุทธ
: : ข้าแต่สูเจ้าชาวนา: :
ข้าแต่สูเจ้าชาวนา รูปร่างกำยำดำแพง เลี้ยงเทศเลี้ยงไทยไม่เบา ครั้งกิจพาณิชย์รุ่งเรือง กินบ้างเล่นบ้างอย่างเพลิน ยามยากยังพอทนได้ โอ้สูผู้พร่องศึกษา สูไม่มากปากมากคำ ขาดแคลนแสนเข็ญเป็นไฉน อิ่มประโยชน์โปรดคนทั้งหลาย เป็นไฉนอย่างไรก็ตาม
ประพันธ์ : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
::ขับตามฤดู :: ชาวนาเอ๋ยชาวนาเวลาวิบาก แต่ตรู่ตรากตรำตนจนบ่ายสาย ต้องเก็บเกี่ยวธัญท่อนมัดฟ่อนราย ได้เลี้ยงกายตามประสาชาวนาทำ มิเก็บเกี่ยวก็จะร่วงจนรวงเลี่ยน ต้องพากเพียรหยักรั้งไปยังค่ำ สู้ทนแดดทนลมทั้งจมน้ำ ชัลลุกซ้ำเกาะสนิทโลหิตกิน หนังสือนารีรมย์ : สมัยรัชกาลที่ 5
::ขับตามฤดู :: ชาวนาเอ๋ยชาวนาเวลาวิบาก แต่ตรู่ตรากตรำตนจนบ่ายสาย ต้องเก็บเกี่ยวธัญท่อนมัดฟ่อนราย ได้เลี้ยงกายตามประสาชาวนาทำ มิเก็บเกี่ยวก็จะร่วงจนรวงเลี่ยน ต้องพากเพียรหยักรั้งไปยังค่ำ สู้ทนแดดทนลมทั้งจมน้ำ ชัลลุกซ้ำเกาะสนิทโลหิตกิน
หนังสือนารีรมย์ : สมัยรัชกาลที่ 5
กวีข้าว ถิ่นท้องทุ่งทะเลข้าวเหลืองพราวผ่อง เป็นสีทองรวงถักทอล้อลมหนาว หยาดน้ำค้างพร่างพรายเม็ดดั่งเพชรพราว ประกายวาวแวววาบทาบทุ่งทอง กว่าจะเห็นเป็นสีทองของรวงข้าว กว่าจะเป็นเมล็ดพราวสีขาวผ่อง กี่หยาดเหงื่อกี่น้ำตาชาวนานอง เม็ดสีทองมีคุณค่าราคาใคร ?
กวีข้าว ถิ่นท้องทุ่งทะเลข้าวเหลืองพราวผ่อง เป็นสีทองรวงถักทอล้อลมหนาว หยาดน้ำค้างพร่างพรายเม็ดดั่งเพชรพราว ประกายวาวแวววาบทาบทุ่งทอง
กว่าจะเห็นเป็นสีทองของรวงข้าว กว่าจะเป็นเมล็ดพราวสีขาวผ่อง กี่หยาดเหงื่อกี่น้ำตาชาวนานอง เม็ดสีทองมีคุณค่าราคาใคร ?
ประพันธ์ : โฟล์คเหน่อ
ทุกหยาดเหงื่อที่ราดรินบนถิ่นทอง ทุกทำนองทุ่งข้าวเคล้าคันไถ ทุกปลักควายอู่ปลาลงดักไซ ทุกปี่ซังวี่แว่วไหวหวนคำนึง
::: สร้อยรวงข้าว ::: ::: น้ำทุ่งขอดสีเขียวใบเรียวบ่ม ::: ::: สร้อยน้ำนมหนักโน้มในลมหนาว ::: ::: หอมลมกรุ่นฝุ่นเกสรร่อนพรูพราว ::: ::: ลมกรูกราวคลื่นใบไล่ขบวน ::: ::: สร้อยรวงข้าวพราวพวงรวงเหลืองพร้อย ::: ::: คณานับเม็ดน้อยในสร้อยส่วน ::: ::: เกินกว่าคิดค่านี้ตีคำนวณ ::: ::: เม็ดสร้อยล้วนอร่ามงามเรืองรอง ::: ::: สร้อยเส้นงามทามทุ่งบำรุงชีวิต ::: ::: ฟ้าเนรมิตน้ำค้างพร่างพราวผ่อง ::: ::: มวลเม็ดวาววอมแวมแต้มสร้อยทอง ::: ::: ทุ่งจะคล้องสร้อยทองนี้ไม่กี่วัน ::: ::: วันคืนผ่านยิ่งผ่องทองแห่งทุ่ง ::: ::: หนึ่งสร้อยรุ้งทอจากฟากสวรรค์ ::: ::: ฝากความรักสู่ทรวงรวงนิรันดร์ ::: ::: ยิ้มความฝันของร้อยเส้นสร้อยรวง ::: ::: สร้อยสีทองคล้องคุ้งทุ่งรวงเรียว ::: ::: จนเก็บเกี่ยวสู่ลานการหลุดร่วง ::: ::: สร้อยหลุดทุ่งคนทอฝันพลันถูกทวง ::: ::: เส้นสร้อยร่วงเมล็ดลับไปกับตา :::
::: สร้อยรวงข้าว :::
::: น้ำทุ่งขอดสีเขียวใบเรียวบ่ม ::: ::: สร้อยน้ำนมหนักโน้มในลมหนาว ::: ::: หอมลมกรุ่นฝุ่นเกสรร่อนพรูพราว ::: ::: ลมกรูกราวคลื่นใบไล่ขบวน :::
::: สร้อยรวงข้าวพราวพวงรวงเหลืองพร้อย ::: ::: คณานับเม็ดน้อยในสร้อยส่วน ::: ::: เกินกว่าคิดค่านี้ตีคำนวณ ::: ::: เม็ดสร้อยล้วนอร่ามงามเรืองรอง :::
::: สร้อยเส้นงามทามทุ่งบำรุงชีวิต ::: ::: ฟ้าเนรมิตน้ำค้างพร่างพราวผ่อง ::: ::: มวลเม็ดวาววอมแวมแต้มสร้อยทอง ::: ::: ทุ่งจะคล้องสร้อยทองนี้ไม่กี่วัน :::
::: วันคืนผ่านยิ่งผ่องทองแห่งทุ่ง ::: ::: หนึ่งสร้อยรุ้งทอจากฟากสวรรค์ ::: ::: ฝากความรักสู่ทรวงรวงนิรันดร์ ::: ::: ยิ้มความฝันของร้อยเส้นสร้อยรวง :::
::: สร้อยสีทองคล้องคุ้งทุ่งรวงเรียว ::: ::: จนเก็บเกี่ยวสู่ลานการหลุดร่วง ::: ::: สร้อยหลุดทุ่งคนทอฝันพลันถูกทวง ::: ::: เส้นสร้อยร่วงเมล็ดลับไปกับตา :::
ประพันธ์ : ลำภา มัคศรีพงษ์
:::หรือข้าว .. ไม่มียาง ::: เป็นกระดูกสันหลังจวนพังผุ อยู่ในกรุนิยายเศร้าให้เล่าขาน เป็นบุคคลข้นแค้นมาแสนนาน และจะผ่านไปอย่างนี้อีกกี่ยุค? เลี้ยงชาวโลก แต่โลกไม่แลเหลียว มือกำเคียวด้วยหัวใจไม่เคยสุข ทั้งหนี้สินท่วมท้นต้องทนทุกข์ อยู่ในคุกเขตคามแห่งความจน ผืนนาแล้งแห้งฝนพอทนได้ แต่คนแล้วน้ำใจให้หมองหม่น คนขายข้าว คนขายควาย คนขายคน ทนทุกข์ทนจนน้ำตาจะแห้งตา ต้องลงแรงจนแรงจะแห้งเหือด หรือจะต้องลงเลือดชโลมหล้า จึงจะได้ ความเท่าเทียม นั้นคืนมา สร้างคุณค่าชดเชยที่เคยรอ ท่านมีเงิน มีเกียรติ มีอำนาจ มีในสิ่งที่เขาขาดเสียทุกข้อ ท่านมีมากเท่าไร ไม่เคยพอ เขาทนท้อ น้อยเท่าไร ไม่เคยมี ยังคงเป็นนิยายเศร้าให้เล่าซ้ำ ถูกเหยียบย่ำหยามหมิ่นสิ้นศักดิ์ศรี ทำความดีแต่ต้อยต่ำไร้ความดี หรือว่าข้าวที่ปลูกนี้ ไม่มียาง
ประพันธ์ : จันทร์เพ็ญ จันทนา
::: กลิ่นรวงทอง ::: จากแรงเป็นรวง เหลืองงามจนขาวผ่อง เกิดจากทุ่งรวงทอง เกิดจากสองมือใคร รสข้าวหอมกรุ่น หอมเอยละมุนละไม หอมเอยหอมในน้ำใจ ของหมู่ชาวนา หยาดเหงื่อรินหยดรดลงพื้นดิน จนผิวเกรียมโชยกลิ่น ทำกินอยู่กลางท้องนา บ่ท้อ บ่ถอย สู้ทนเรื่อยมา รอเพียงวันหนึ่งชีวิตชาวนา ลืมตาและหายใจ:
ประพันธ์ : ยืนยง โอภากุล